บรรยากาศระดับภูมิภาค

โลกของเราประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ธรณีภาค ไฮโดรสเฟียร์ ชีวมณฑล และชั้นบรรยากาศระบบโลก วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ มารู้จักองค์ประกอบหนึ่งของระบบโลกที่แทบจะมองไม่เห็น แต่มันเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวและสำคัญมากสำหรับเรา นั่นคือบรรยากาศของภูมิภาค

เพื่อนๆ สามารถอ่านบทความนี้ต่อได้ หรือเลือกเรียนกับPartnershipvt Application เอาล่ะฉันแน่ใจว่ามันสนุกมากขึ้น

ชั้นบรรยากาศของโลก

ชั้นบรรยากาศคือชั้นอากาศที่ห่อหุ้มโลกและคงอยู่โดยแรงโน้มถ่วงของโลก ชั้นบรรยากาศทั้งหมดอยู่ห่างจากพื้นผิวโลกประมาณ 500 กม. ประกอบด้วยไนโตรเจนประมาณ 78.08% ออกซิเจน 20.95% ส่วนที่เหลือเป็นไอน้ำและก๊าซอื่นๆ สามารถแบ่งได้ดังนี้

  • โทรโพสเฟียร์ (troposphere) เป็นชั้นบรรยากาศที่อยู่ติดกับพื้นผิวโลกทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต และมีปรากฎการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น เมฆ ฝน พายุ อุณหภูมิของบรรยากาศนี้จะลดลงตามความสูง (ยิ่งสูงยิ่งหนาว)
  • สตราโตสเฟียร์ (สตราโตสเฟียร์) เป็นชั้นที่ดูดซับโอโซนคลื่นยูวี และต่างจากชั้นโทรโพสเฟียร์ อุณหภูมิยิ่งสูง (ยิ่งร้อนยิ่งสูง)เส้นทางสายการบินต่างๆ มันอยู่ระหว่างชั้นบรรยากาศนี้กับชั้นโทรโพสเฟียร์ เพราะไม่มีพายุฝนฟ้าคะนอง
  • มีโซสเฟียร์ บรรยากาศแบบนี้ช่วยอุกกาบาต อุกกาบาต และเทห์ฟากฟ้าอื่นๆ ลุกไหม้ก่อนจะตกลงสู่พื้นโลก ยิ่งสูง อุณหภูมิในบรรยากาศนี้ยิ่งต่ำลง

ออโรร่า

แสงออโรร่า (Aurora) หรือแสงเหนือ แสงใต้ ซึ่งเกิดขึ้นในเทอร์โมสเฟียร์ (ขอบคุณรูปภาพจาก https://unsplash.com/photos/LtnPejWDSAY)

  • ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere) เป็นบรรยากาศที่อุณหภูมิสูงขึ้นตามความสูง มีประจุไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สามารถสะท้อนได้คลื่นวิทยุ นอกจากนี้บรรยากาศนี้ยังมีออโรร่า หรือแสงเหนือ แสงใต้ ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปดู
  • เอกโซสเฟียร์ บรรยากาศนี้ตั้งอยู่เหนือพื้นผิวโลกมากกว่า 500 กิโลเมตรและ
READ MORE  หัวใจและหลอดเลือด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิชาวิทยาศาสตร์ | Partnershipvt.org

ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างชั้นบรรยากาศและอวกาศ

อุณหภูมิโลก

พลังงานประมาณ 32% ของดวงอาทิตย์สะท้อนโดยมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ชั้นโทรโพสเฟียร์ดูดซับ 18% และโลกดูดซับ 50% ความแตกต่างระหว่างดินและน้ำคือพื้นดินดูดซับและคายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว แต่มีความร้อนจำเพาะต่ำ ตรงกันข้ามกับน้ำใต้ดินจะดูดซับและคายความร้อนได้ช้า และมีความร้อนจำเพาะสูงกว่าซึ่งความร้อนที่ได้รับจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น ละติจูดสูงจะมีอุณหภูมิต่ำ ในละติจูดต่ำมีอุณหภูมิสูง รวมทั้งแต่ละช่วงจะได้รับพลังงานความร้อนต่างกัน เช่น กลางวันร้อนกว่ากลางคืน

แบนเนอร์-เขียว-เนย

ความกดอากาศ

แรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งที่ดึงดูดทุกสิ่งบนพื้นผิวโลก รวมทั้งอากาศด้วย ความดันหรือน้ำหนักของอากาศที่กดทับบริเวณต่างๆ บนพื้นผิวโลก เรียกว่า แรงดัน (Pressure) ซึ่งสำหรับความกดอากาศเฉลี่ยที่ระดับน้ำทะเลเท่ากับ 1,013.2 มิลลิบาร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แรงดันต่ำ (L – ความกดอากาศต่ำ) และความกดอากาศสูง (H – ความกดอากาศสูง)

ภาพแผนที่อากาศ

ภาพแผนที่อากาศ (เอื้อเฟื้อภาพโดยกรมอุตุนิยมวิทยา)

จากแผนที่สภาพอากาศ จะเห็นได้ว่ามีทั้งสัญลักษณ์ L ที่แสดงถึงจุดศูนย์กลางของเซลล์ความกดอากาศต่ำ และสัญลักษณ์ H ที่แสดงถึงศูนย์กลางของความกดอากาศสูง เส้นสีน้ำเงินในแผนที่สภาพอากาศนี้เรียกว่าเส้นไอโซบาร์ ซึ่งเชื่อมบริเวณที่มีความดันบรรยากาศเท่ากัน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความกดอากาศ ได้แก่

  • อุณหภูมิ: หากพื้นที่มีระดับความสูงเท่ากัน ลมร้อนจะทำให้ความหนาแน่นของอากาศลดลง ทำให้ความกดอากาศต่ำ อากาศเย็นจะมีความหนาแน่นมากขึ้น ความดันสูง
  • ระดับความสูง: อย่างที่ฉันพูด ยิ่งชั้นโทรโพสเฟียร์ที่เราอาศัยอยู่สูงเท่าไหร่ อากาศก็จะยิ่งบางลงเท่านั้น เมื่ออากาศบางลงทำให้ความกดอากาศต่ำ จึงไม่น่าแปลกใจที่ความกดอากาศบนยอดเขาจะต่ำกว่าที่เชิงเขา

ลมและพายุ

เมื่อพูดถึงบรรยากาศทั้งภาค แน่นอนว่าต้องมีลมพายุเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต้นกำเนิดของลมมาจากความกดอากาศสองบริเวณที่แตกต่างกัน ทำให้ลมพัดจากบริเวณความกดอากาศสูงไปยังบริเวณความกดอากาศต่ำ ซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทของลมได้ดังนี้

  • ลมปกติ: ลมที่เกิดขึ้นในบริเวณเดียวกันแต่ภูมิประเทศต่างกัน เช่น ลมบก – ลมทะเล ลมภูเขา – ลมหุบเขา
  • ลมท้องถิ่น: ลมที่พัดในแต่ละภาคและตามภูมิประเทศ เช่น ลมว่าวและหนูตะเภาในประเทศไทย ชีนุกในอเมริกาเหนือ
  • ลมตามฤดูกาล: ลมที่เกิดจากความแตกต่างของความกดอากาศในภูมิภาคและมหาสมุทร และลมที่พัดมายาวนานตลอดฤดู ตัวอย่างเช่น ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดในฤดูฝนและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดในฤดูหนาว
  • ลมประจำปี: ลมพัดจากบริเวณความกดอากาศสูงไปยังบริเวณความกดอากาศต่ำ และมีทิศทางสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ได้แก่ ลมค้า ลมตะวันตก และลมขั้วโลก
READ MORE  เรียนคณิตไปทำไม ? ไขข้อข้องใจไปกับ เพจคณิตศาสตร์อย่างที่ควรจะเป็น | Partnershipvt.org

เขตบรรยากาศลม

ได้รับความอนุเคราะห์จาก drowningworms.com

  • พายุ: ลมน่าจะเป็นชื่อที่หลายคนคุ้นเคย เช่น พายุทอร์นาโด พายุหมุนเขตร้อน พายุฝนฟ้าคะนอง เกิดจากสองพื้นที่ที่อยู่ติดกัน อุณหภูมิมีความแตกต่างกันมาก ทำให้อากาศร้อนขึ้น ลมเย็นเข้ามาแทนที่จนอากาศหมุนเวียน กลายเป็นพายุ

ปริมาณน้ำฝนและปรากฏการณ์อื่นๆ

อีกองค์ประกอบหนึ่งของบรรยากาศของภูมิภาคนี้คือปริมาณน้ำฝนและปรากฏการณ์อื่นๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เราสามารถมองเห็นและสัมผัสได้มากขึ้นอีกเล็กน้อย ‘หยาดน้ำฟ้า’ ที่เราอ้างถึงเป็นชื่อเรียกรวมๆ ของหยดน้ำและน้ำแข็งที่ตกหนัก เพียงพอที่จะต้านแรงต้านของอากาศและตกลงสู่พื้นโดยไม่ระเหยไปก่อน เช่น ฝน ละอองฝอย (ฝนที่มีหยดน้ำเล็กกว่าฝนปกติ) ฝนน้ำแข็ง (ฝนที่ตกเป็นน้ำแข็งเมื่อตกลงมา) หิมะ ลูกเห็บ (ก้อนน้ำแข็งที่ตกลงมาจากก้อนเมฆคิวมูโลนิมบัสเมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง) เป็นต้น

หิมะตก

หิมะซึ่งถือว่าเป็นฝนชนิดหนึ่ง (ขอบคุณรูปภาพจาก Zhang kaiyv)

ปรากฏการณ์อื่นๆ ที่ไม่ตกตะกอน เป็นปรากฏการณ์ที่หยดน้ำหรือน้ำแข็งไม่ตกลงมาจากท้องฟ้า เช่น เมฆ หมอก น้ำค้าง น้ำค้างแข็ง หมอกควัน (หรือที่เรียกว่าหมอกควันซึ่งเกิดจากฝุ่นหรือผงเกลือที่ลอยมา) อากาศ) หมอกควัน ( ควันปนหมอกที่เกิดจากมลภาวะทางอากาศ เช่น อุตสาหกรรม การขนส่ง ฝุ่นละออง)

อ่านจบแล้วอย่าลืมโหลดแอปพลิเคชัน Partnershipvt มาทบทวนความรู้ด้านสังคมศึกษาและวิชาอื่นๆ (แอบกระซิบว่าตอนนี้มีบทเรียนที่ห้องเรียนไม่ได้สอน) หรือเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องสภาพอากาศสามารถอ่านข้อเท็จจริงสนุกๆ ได้ในบทความมันร้อนเหมือนเตาอบ แต่ทำไมพยากรณ์ถึงบอกว่า 36 องศา? หรือเพื่อแสดงรายการภาพเคลื่อนไหวสำหรับวันหยุดและบทความ 5 อนิเมชั่นญี่ปุ่นที่จะทำให้คุณชุ่มชื้นในฤดูฝน เอาล่ะ

READ MORE  คำซ้อน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิชาภาษาไทย | Partnershipvt.org

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ครูสุรรังสรรค์ ผาสุขวงศ์ (ครูกอล์ฟ) และ พีรพัฒน์ เพชรบรรณ (ครูพี่)

เธอรู้รึเปล่า ?

เมื่อดาวเทียม จรวด หรือวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นโคจรรอบโลกหมดลง

คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชิ้นส่วนเหล่านี้?

ขยะอวกาศ

ภาพของขยะอวกาศ (เอื้อเฟื้อโดย phys.org)

เหนือชั้นบรรยากาศ นอกโลกเราประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่ต่างจากบนโลก เพราะมนุษย์ถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบโลก มีน้อยคนที่สามารถตกและไหม้ในชั้นบรรยากาศได้ ดังนั้นซากของเศษซากจึงกลายเป็น ‘Space Debris’ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าจะมีอยู่ในหลายล้าน

เมื่อวัตถุเหล่านี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและชนกัน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘เคสเลอร์ซินโดรม’ เป็นการชนกันของเศษซากอวกาศจนเศษเล็กเศษน้อยกระจัดกระจายหรือรวมกันเป็นก้อน การเพิ่มปริมาณขยะอวกาศ ขยะจำนวนมากนี้กลายเป็นอุปสรรคต่อวงโคจรของยานอวกาศหรือดาวเทียมที่ส่งขึ้นสู่วงโคจร และเป็นอันตรายต่อนักบินอวกาศด้วย

สำหรับวิธีกำจัดขยะอวกาศ เราสามารถปล่อยให้วงโคจรของขยะอวกาศลดลงและเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศได้เอง แต่เนื่องจากใช้เวลานานมาก (บางชิ้นอาจใช้เวลาหลายร้อยหรือหลายพันปี) จึงเป็นวิธีการที่ใช้ไม่ได้ผลมากนัก ต่อมาได้มีการคิดค้นวิธีการต่างๆ เช่น การยิงลำแสงเลเซอร์พลังงานสูง (แต่ข้อพิพาทระหว่างประเทศทำให้โครงการนี้ถูกระงับก่อน) การประดิษฐ์ยานอวกาศที่ส่งขึ้นไปเป็นหน่วยทำความสะอาดเฉพาะ ข้อเสนอในการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเมื่อส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร การออกแบบอุปกรณ์ป้องกัน และในหลาย ๆ ด้านดูเหมือนว่าเทคโนโลยีเป็นดาบสองคม แม้จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่มลภาวะหรือผลที่ตามมาอาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์และโลกของเราไม่น้อย

อ้างอิง :

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม (สสส.) (น.) ขยะอวกาศ – LESA: ศูนย์การเรียนรู้ธรณีศาสตร์และดาราศาสตร์ ดึงข้อมูลเมื่อ 16 กันยายน 2020 จาก http://www.lesa.biz/space-technology/space-debris.

วิถีวิทย์. (2018, 13 พฤศจิกายน). ขยะอวกาศ. มลพิษในวงโคจรของโลก สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2563 จาก https://www.sciways.co/space-debris/



#บรรยากาศภาค #วชาสงคมศกษา #ชนมธยมศกษาปท

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น