ความทุกข์ของชาวนาในบทกวี

นอกจากการทักทายแล้วคำทักทายที่คนไทยใช้ประจำคือ “กินข้าวยัง?” เพราะนอกจากจะแสดงความห่วงใยและมีน้ำใจแล้ว ประโยคนี้ยังแสดงถึงความสัมพันธ์ที่คนไทยต้อง “กินข้าว” และเรื่องข้าว อดไม่ได้ที่จะพูดถึง “ชาวนา” ซึ่งเป็นอาชีพที่อยู่กับสังคมไทยมาช้านาน และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่สบายนัก แต่อะไรจะเป็นความทุกข์ของชาวนา? ชาวนาในที่อื่นจะทำงานหนักเหมือนชาวนาไทยหรือไม่? บทเรียนความทุกข์ของเกษตรกรในบทกวีที่เรานำมาให้เพื่อน ๆ วันนี้มีคำตอบ

สำหรับใครที่อยากเรียนในรูปแบบวีดีโอ ดูสนุก จำง่าย ทำข้อสอบได้ ดาวน์โหลดPartnershipvt Application ใช่

แบนเนอร์-สีเขียว-มาตรฐาน

ผู้เขียนเรื่องราวความทุกข์ของชาวนาในบทกวี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ประวัติความทุกข์ของชาวนาในวรรณคดี

ความทุกข์ของชาวนาในบทกวีเป็นเรียงความจากหนังสือมณีพลอยร้อยแสง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดพิมพ์โดยนักเรียนอักษรจุฬาลงกรณ์ รุ่นที่ 41 ในปี พ.ศ. 2533 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ครั้งที่ 3

รวบรวมพระราชนิพนธ์เรื่อง มณีพลอยร้อยแสง ประกอบด้วย 11 หมวด ได้แก่ (1) กลั่นแสง กรองกานต์ (2) เสียงพิณ เสียงเลื่อน เสียง (3) เสียง การประพันธ์เพลง (4) ความคิดภาษาพิจิตร (5) คำศัพท์หลายคำ (6) คำคันไพรัช (7) ขุมทรัพย์ปัญญา (8) ธาราความคิด (9) นิธิบรรณ (10 ) สราจากใจและ (11) มาลัย ปคินากะ ซึ่งในหมวด “ท้าทายคิดภาษาพิจิตร” เป็นผู้เขียนบทความและอภิปราย รวม 4 หัวข้อ ภาษาและคนไทย การใช้สรรพนาม วิจารณ์คำอธิบายไวยากรณ์บาลีกับความทุกข์ของชาวนาในกวีนิพนธ์ที่ใช้เป็นหลักสูตรภาษาไทย ป.4

READ MORE  กลุ่มดาวบนท้องฟ้า ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 วิชาวิทยาศาสตร์ | Partnershipvt.org

โดย “The Farmer’s Suffering in Poetry” เป็นบทความแสดงพระราชดำริเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ไทยและจีน กล่าวถึงชีวิตและความทุกข์ของเกษตรกรชาวไทยและชาวจีนซึ่งสภาพชีวิตไม่แตกต่างกันมากนัก

(เพื่อให้บทความอ่านง่ายและกระชับ ในตอนต่อไปขอใช้สรรพนามแทน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะ “ผู้เขียน”)

รูปแบบของกวีนิพนธ์และจุดประสงค์ในการแต่งเรื่องความทุกข์ของชาวนาในบทกวี

ความทุกข์ยากของเกษตรกรในกวีนิพนธ์ คือ บทความประเภท “ร้อยแก้ว” ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงใช้วาทศิลป์และวาทศิลป์ในการแสดงความคิดเห็น เป็นบทกวีไทยและจีนเกี่ยวกับชีวิตและความทุกข์ของชาวนา

เนื้อหาและการแปลบทกวีเกี่ยวกับความทุกข์ของเกษตรกรในบทกวี

เพราะผู้เขียนต้องการแสดงให้ผู้อ่านเห็นถึง “ความทุกข์ของชาวนา” ในบทกวี ในบทความได้กล่าวถึงกวีนิพนธ์หลัก 2 บท คือ กวีนิพนธ์ไทย และกวีนิพนธ์จีนโดยกวีไทย ผู้เขียนได้ยกตัวอย่าง “เพิ่มขาว” ของจิตร ภูมิศักดิ์ กวีไทยเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยมีเนื้อหาดังนี้

กินด้วยนิ้วข้าวทุกครั้ง

เป็นสูงความจำเป็น

เหงื่อฉันกิน

จึงเกิดเป็นคน

ข้าวนี้มีรสชาติ

ให้คนชิมทุกชนชั้น

เบื้องหลังความทุกข์

และขมจนเขียว

จากความแข็งแกร่งสู่หู

ระยะทางยืดออกไป

จากใบหูสู่เมล็ดพืชอันแพรวพราว

ความทุกข์ยากทั้งปวง

เหงื่อออกเล็กน้อย

ทุกหยดยาก

เส้นเอ็นโปนกี่เส้น

จึงแปรเปลี่ยนเป็นการกิน

เหงื่อสีแดง

และน้ำที่ไหลริน

เลือดทั้งหมดของฉัน

หายใจไม่ออก

“พริกขาว” คือ กปยาณี ๑๑. จากบทแรกจะเห็นได้ว่าบทกวีใช้คำโบราณเช่น peep แปลว่าใช้ปลายนิ้วมือขยี้ข้าวเข้าปาก รวมทั้งการใช้คำสรรพนามบุรุษที่ 2 ซึ่งหมายถึงคุณ และการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งแทนผู้ที่พูดว่า “คุ” เราจึงทราบว่าผู้พูดคือ “ชาวนา”

READ MORE  การแต่งคําประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 วิชาภาษาไทย | Partnershipvt.org

เปิดข้าวทุกคำ

จงซู่จำเป็น

เหงื่อออกจะกิน

จึงเกิดเป็นคน

ในบทนี้ กวีได้เปิดประเด็นให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “ข้าว” ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย พร้อมเชิญชวนผู้อ่านให้คิดตามว่าข้าวแต่ละคำที่เรา “ตอก” เข้าปากมีงานหนักของเกษตรกรที่ต้องแลกมา นอกจากนี้ บทกวี “เหยียบขาว” ยังใช้คำอธิบายประกอบภาพให้ชัดเจน เช่น

ข้าวนี้มีรสชาติ

ให้คนชิมทุกชนชั้น

เบื้องหลังความทุกข์

และขมจนเขียว

กวีบทนี้เล่าว่าจนกลายเป็นข้าวให้เรากิน เบื้องหลังข้าวแต่ละจานมีความขมขื่นอย่างแรง ราวกับว่าข้าวขาวมีกลิ่นคาวจากเหงื่อของชาวนา

จากความแข็งแกร่งสู่หู

ระยะทางยืดออกไป

จากใบหูสู่เมล็ดพืชอันแพรวพราว

ความทุกข์ยากทั้งปวง

ใช้เวลานานกว่าจะเปลี่ยนน้ำที่ชาวนาใส่ลงไปเป็นผลผลิตข้าว และในการที่จะเปลี่ยนหูข้าวให้เป็นข้าวที่เรากินนั้น จะต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย

เหงื่อออกเล็กน้อย

ทุกหยดยาก

เส้นเอ็นโปนกี่เส้น

จึงแปรเปลี่ยนเป็นการกิน

เหงื่อสีแดง

และน้ำที่ไหลริน

เลือดทั้งหมดของฉัน

หายใจไม่ออก

และในสองบทสุดท้าย กวีได้บรรยายอย่างชัดเจนถึงความทุกข์ยากของชาวนา นั่นคือ “เหงื่อ” ที่หยดลงมาของชาวนา และ “รอยแดง” ของเอ็นของร่างกายที่ “โป่ง” จากการทำงานหนัก สิ่งเหล่านี้ทำให้ใจสลายและทำให้ผู้อ่านได้คิด ถ้าไม่ใช่สำหรับคนที่ทำงานหนักเหมือนชาวนา คนอื่นๆ ก็คงไม่มีข้าวที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

หมวดกวีนิพนธ์จีน ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างบทกวีของหลี่เฉิน กวีเมืองอู๋ซีที่มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง เนื้อหาของบทกวีของ Li Chen มีดังนี้:

หว่านข้าวในฤดูใบไม้ผลิ

เมล็ดข้าว

จะกลายเป็นหมื่นเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วง

ไม่มีนาทีรอบ เว้นที่ว่างไว้

แต่ชาวนาก็อดอยากตาย

ตอนเที่ยงวันอาทิตย์

ชาวนายังพรวนดิน

หยาดเหงื่อหยดลงดินใต้ต้นข้าว

ใครจะรู้ว่าบนจานนั้น

ข้าวแต่ละเม็ด

คือความทุกข์ยากอันแสนสาหัส

หลี่เฉินบรรยายถึงหัวใจของเขาผ่านกวีนิพนธ์จีน ซึ่งไม่มีสัมผัสเหมือนกวีนิพนธ์ไทย ผู้เขียนจึงพยายามแปลด้วยความเข้าใจของตนเอง เห็นได้ชัดว่าบทกวีของ Li Chen เป็นบทกวีที่เรียบง่าย บรรยายภาพชีวิตชาวนาชาวจีน และแสดงความขัดแย้งอย่างชัดเจน แม้ว่าชาวนาจะปลูกข้าวกันเยอะและทำงานหนักมาทั้งวัน แต่ชาวนามีชีวิตที่ยากลำบาก เพราะผลผลิตไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของผู้ผลิตอย่างเกษตรกรหรือชาวนาเท่าที่ควร และในท้ายที่สุด ผู้เขียนยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทกวีของ Li Chen อีกด้วย: มันเป็นการพรรณนาถึงความลำบากของชาวนาในการทำนา เหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนดู

READ MORE  เรียนออนไลน์ช่วงโควิด-19 อย่างไรไม่ให้ใจพัง | Partnershipvt.org

สรุปแก่นแท้ของความทุกข์ของชาวนาในบทกวี

บทกวีของหลี่เฉินและภาพวาดมีส่วนที่คล้ายคลึงและแตกต่างกัน ประเด็นเดียวกันคือชี้ให้เห็นถึงความทุกข์ยากลำบากของชาวนา ความแตกต่างคือวิธีการนำเสนอ บทกวีของหลี่เฉินสื่อถึงความทุกข์ยากของเกษตรกรด้วยบทกวีที่มองเห็นได้และเรียบง่าย เปรียบเหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนดูได้คิดตาม แต่กวีนิพนธ์ของ ภูมิศักดิ์ กลับใช้วิธีราวกับได้นำชาวนามาเล่าให้ผู้อ่านฟังเอง

วิเคราะห์ความทุกข์ของชาวนาในบทกวี

ค่าภาษา

ในแง่ของเทคนิคการเขียน The Farmer’s Suffering in Poetry เป็นตัวอย่างที่ดีของการเขียนเรียงความ เพราะมีการแสดงลำดับความคิดอย่างชัดเจน ลำดับของเรื่องราวเข้าใจง่าย และมีองค์ประกอบของการเขียนบทความ ได้แก่ ส่วนเกริ่นนำ ส่วนของร่างกาย และส่วนสรุป ถือเป็นแบบอย่างได้

สำหรับกลวิธีที่อธิบายไว้ ผู้เขียนให้ผู้อ่านมีความรู้เชิงวรรณกรรมเปรียบเทียบ โดยเปรียบเทียบวิธีการนำเสนอของกวีไทยและจีน และแนวคิดของสองกวีที่ต้องการสื่อถึงผู้อ่าน

ค่านิยมทางสังคม

ความทุกข์ยากของเกษตรกรในบทกวีแสดงให้ผู้อ่านเห็นถึงความลำบากของเกษตรกรในการปลูกข้าวซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญของคนทุกชนชั้น นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องของเนื้อหาในบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์และหลี่เฉินที่แม้จะแต่งมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง แต่เนื้อหายังคงเป็นปัจจุบัน เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะในประเทศไทย จีน หรือที่ใดในโลก สภาพความเป็นอยู่ของชาวนาเหมือนกันหมดไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย ดังนั้นความคิดหลักของความทุกข์ของชาวนาในบทกวีจึงอยู่ที่ความทุกข์ของชาวนา และสภาพความเป็นอยู่ของชาวนาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอด แม้ว่าบทความนี้จะไม่ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา แต่การชี้ให้เห็นปัญหาส่งผลให้สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของเกษตรกร และปัญหาที่เกษตรกรเผชิญ ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ในที่สุด

นอกจากนี้ เรื่องราวความทุกข์ยากของประชาชนในบทกวียังแสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเข้าใจและห่วงใยปัญหาการใช้ชีวิตของชาวนาไทย ยังสะท้อนถึงพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของฝ่าบาทที่มีต่อชาวนาที่ปลูกข้าวเป็นหลัก

บทกวีเกี่ยวกับความทุกข์ยากของประชาชนในกวีนิพนธ์จึงเป็นบทความวรรณกรรมเปรียบเทียบอีกฉบับหนึ่งที่เหมาะสำหรับการศึกษาระดับมัธยมศึกษา นอกจากจะได้รู้ถึงความลำบากของเกษตรกรแล้ว บทเรียนนี้ยังให้ตัวอย่างที่ดีมากเกี่ยวกับการใช้วาทศาสตร์และวาทศิลป์อีกด้วย อยากอ่านกลอนสวยๆ แบบนี้ คลิกอ่านบทความเรื่อง Inao: The Battle of Kamangkuning และบทความหัวใจหนุ่มๆ

แบนเนอร์-ส้ม-เนย

————————————————– — ———————————————— —- ————–

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  1. ศิริภัทร ชัยกิตติพร (ครูดรีม)
  2. ธีรศักดิ์ จิราชู (ครูหนึ่ง)



#ทกขของชาวนาในบทกว #ชนมธยมศกษาปท #วชาภาษาไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *